Black Ribbon Top Right

ประวัติศาสตร์กองบิน ๔

“กองบิน ๔ เด่นผยองครองอากาศ          เก่งฉกาจ เกรียงไกร ไม่ย่อย่น

เขาตาคลี เป็นที่ตั้งกำบังตน                  หมั่นฝึกฝนลับเขี้ยวให้แหลมคม

ชาติเรารักศักดิ์สีเทาเราถนอม                จะไม่ยอมให้ศัตรูมาขู่ข่ม 

ใครรุกรานจะต้านต่อจนสิ้นลม               เอาร่างถมธรณินเพื่อถิ่นไทย”

 … นี่คือเพลงมาร์ชกองบิน ๔ ประพันธ์โดย  

พันจ่าอากาศเอก ช่วง  สาลี  ซึ่งถือได้ว่าเป็นค่านิยมหลักของนักรบแดนจงอาง

​ ​“เชื่อว่าพวกเราชาวทหารอากาศทั้งหลายไม่น้อยทีเดียวที่ได้ยินกับหูของตนเองหรือไม่ก็ฟังจากคนอื่น เล่าต่อ ๆ กันมา ว่ากันว่าหากใครถูกสั่งย้ายให้ไปรับราชการที่ กองบิน ๔ ตาคลี ละก็ไม่ผิดอะไรกับที่ถูกทำโทษเนรเทศไปอยู่ป่าดงพงไพรอะไรทำนองนั้น บางคนไม่เคยลำบากมาก่อนก็พาลจะลาออกไปเลยก็มี โดยเฉพาะอย่างผู้ที่เข้ารับราชการใหม่ หรือผู้ที่ยังเป็นโสดอายุน้อยมักจะเป็นทำนองดังกล่าว แล้วความเชื่อถือเอาว่ากองบิน อันมีที่ตั้งอยู่ที่ตาคลีนั้น ยังเป็นป่ารกอย่างกะอะไรดี ถ้าย้ายไปอยู่สักปีก็คงจะกลายเป็นคนป่าชาวเขาไปเลย หรือไม่ก็ถูกงูกัดตายไปก่อน ความเชื่ออย่างนี้เข้าใจว่ายังคงมีอยู่ไม่น้อย ส่วนผู้ที่เคยอยู่มาแล้วพอถูกย้ายไปที่อื่นเข้าก็เสียใจ เพราะความที่ไม่อยากจากกองบิน ๔ ไป เนื่องจากเหตุผลหลายประการ” 

ถือกำเนิดกองบิน

​ ​วันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ.๒๔๖๑ เนื่องจากกิจการของกองบินทหารบกได้เจริญก้าวหน้าเป็นอันมาก กระทรวงกลาโหมเห็นสมควรที่จะมีกรมสำหรับอำนวยการใจด้านการบินขึ้นจึงยกฐานะกองบินทหารบกขึ้นเป็นกรมอากาศยานทหารบก ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม ๒๑๘/๒๗๙๔๑ แบ่งส่วนราชการเป็น ๓ ส่วน คือ

​ ​๑.  กองบินทหารบก

​ ​๒.  โรงเรียนการบินทหารบก

​ ​๓. โรงงานกรมอากาศยานทหารบก ให้ นายพันเอก พระยาเฉลิมอากาศ เป็นเจ้ากรมมีหน้าที่รับผิดชอบ และดำเนินให้เป็นไปตามความมุ่งหมายของทางราชการ และให้ขึ้นตรงต่อเสนาธิการทหารบก

พันเอก พระยาเฉลิมอากาศ





โรงงานกรมอากาศยานทหารบก

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​  

​​วันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๖๒ เมื่อกองบินทหารบกเจริญขึ้น จึงได้ขยายกิจการออกเป็น

​ ​​​​๑.  กองบินใหญ่ทหารบกที่ ๑ (ขับไล่) มีร้อยโท ชิต  รวดเร็ว เป็นผู้บังคับบัญชา

​ ​​ ​๒.  กองบินใหญ่ทหารบกที่ ๒ (ตรวจการณ์) มี ร้อยเอก เหม  ยศธร เป็นผู้บังคับบัญชา

​ ​๓.  กองบินใหญ่ทหารบกที่ ๓ (ทิ้งระเบิด) มี พันตรี หลวงทะยานพิฆาต ผู้บังคับการกองบินทหารบก เป็นผู้บังคับบัญชา

 



ร้อยโท ชิต รวดเร็ว


พันตรี หลวงทะยานพิฆาต


ร้อยเอก เหม  ยศธร


จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต เสนาธิการทหารบก เสด็จทอดพระเนตรกิจการกรมอากาศยาน
พร้อมด้วยจอมพล เจ้าพระยาบดินทร์เดชานุชิต เสนาบดีกระทรวงกลาโหมและคณะ ที่ดอนเมือง ต้นปี พ.ศ.๒๔๖๓ นายพันเอก พระยาเฉลิมอากาศ เจ้ากรมอากาศยานและคณะนายทหารรับเสด็จ

​ ​​กล่าวได้ว่า กองบิน ๔ ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว โดยในขณะนั้นมีชื่อว่า กองบินใหญ่ทหารบกที่ ๑ ส่วนกองบินใหญ่ทหารบกที่ ๒ คือ กองบิน ๒ ในปัจจุบัน กองบินใหญ่ทหารบกที่ ๓ ได้ยุบไปแล้ว โดยทั้งหมดมีที่ตั้ง ณ ดอนเมือง กองบินใหญ่ทหารบกที่ ๑ (กองบิน ๔) ได้อยู่ ณ โรงเก็บหมายเลข ๓ เป็นที่ทำการ

​ ​​พ.ศ.๒๔๖๓  สำรวจเพื่อจะสร้างสนามบินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์                                   

​ เมื่อต้นปี พ.ศ.๒๔๖๓ ทางราชการมีความประสงค์จะย้ายกองบินใหญ่ทหารบกที่ ๑ (กองบิน ๔) จากดอนเมืองไปตั้งประจำที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เจ้ากรมอากาศยานจึงให้ ว่าที่ร้อยเอก ชิต  รวดเร็ว ผู้รั้งตำแหน่งผู้บังคับบัญชากองบินใหญ่ทหารบกที่ ๑ (กองบิน ๔) ไปตรวจสถานที่เห็นเหมาะที่ ต.หนองอ้ายเมฆ ระหว่างคลองวาฬกับทางรถไฟ

​ ​วันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๔  เริ่มถากถาง ทำสนามบินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์                                

​ ​​ทางราชการได้กระทำความตกลงกับทางฝ่ายปกครองท้องถิ่น มีมหาอำมาตย์ตรีพระยาสวัสดิ์คีรีศรีสมันตราชนายก ผู้ว่าราชการจังหวัด และรองอำมาตย์เอกหลวงภักดีดินแดนปลัดจังหวัด เป็นผู้อำนวยการ จัดการถางป่าและปรับพื้นที่ ทำสนามบิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยใช้แรงนักโทษ ๒๐๐ คน ที่ส่งมาจากกองเรือนจำมณฑลราชบุรี และใช้ทหารในกรมทหารบกราบที่ ๑๔ เป็นผู้ควบคุม

​ ​​วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๖๔  เปลี่ยนชื่อกองบินครั้งที่ ๑

​ ​​จอมพลเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต (มรว.อรุณ  ฉัตกุล) เสนาบดีกระทรวงกลาโหมดำริว่า

“ราชการของกรมอากาศยานทหารบกเจริญขึ้นเป็นลำดับในเวลาอันรวดเร็ว นอกจากเป็นกำลังสำหรับป้องกันศัตรูแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อการพาณิชยกรรม และการคมนาคมอีกโดยอเนกประการ ด้วยความสำคัญอันนี้ พลเมืองของประเทศจึงเกิดความนิยม และช่วยกันออกทุนทรัพย์ ทำนุบำรุงกำลังทางอากาศ แสดงให้ปรากฏว่า กำลังทางอากาศนี้ไม่ใช่เป็นกำลังของรัฐบาลเตรียมไว้สำหรับราชการทหารโดยส่วนเดียว นามของกรมกองนี้ใช้ว่า กรมอากาศยานทหารบก และกองบินใหญ่ทหารบกนั้น ล่วงสมัยเสียแล้วสมควรเปลี่ยนใหม่ ให้ต้องด้วยลักษณะแห่งหน้าที่ และสมัยนิยม”

          ​​จึงมีคำสั่งกระทรวงกลาโหม (สำหรับทหารบก) ที่ ๑๓๙/๑๗๘๙๑ ลง ๑ ธันวาคม ๒๔๖๔ ให้แก้ไข “กรมอากาศยานทหารบก” และ “กองบินใหญ่ทหารบก” เป็น “กรมอากาศยาน” และ “กองบินใหญ่”

           ​​กองบินใหญ่ทหารบกที่ ๑ (กองบิน ๔) จึงเปลี่ยนชื่อครั้งแรก เป็น กองบินใหญ่ที่ ๑ ตามคำสั่งดังกล่าว

​            ​​หมายเหตุ คำสั่งดังกล่าวออกมาในสมัย พลเอกเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต (แย้ม ณ นคร) เป็น เสนาบดีกระทรวงกลาโหม

พลเอกเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต (แย้ม ณ นคร)

​ ​​พ.ศ.๒๔๖๔ - ๒๘ เม.ย. พ.ศ.๒๔๖๕  เริ่มก่อสร้างสนามบินประจวบคีรีขันธ์

           หลังจากที่มีการสำรวจสถานที่ ที่จะตั้งกองบินใหญ่ที่ ๑ (กองบิน ๔) ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในปี พ.ศ.๒๔๖๓ แล้วนั้น ภายหลังทางราชการเห็นว่าไม่เหมาะที่จะตั้งกองบินใหญ่ที่ ๑ ประจำ ​แต่เป็นการเหมาะสำหรับกองโรงเรียนการบินยิงปืน และเหมาะที่พื้นที่อันเป็นแหลมต่อจากเขาล้อมหมวกด้านตะวันตก ระหว่างอ่าวมะนาวกับอ่าวประจวบ

​ ​​


​ ​เจ้ากรมอากาศยานจึงให้ ร้อยเอก ชิต  รวดเร็ว ผู้รั้งตำแหน่งผู้บังคับการกองบินใหญ่ที่ ๑ กับ ร้อยโท กาพย์  ทัตตานนท์ มาสำรวจ และทำแผนผังเพื่อจะก่อตั้ง กอง​โรงเรียนการบินยิงปืน เมื่อทำแผนที่เสร็จแล้ว ได้นำเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น จนถึงได้นำขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระบรมราชานุญาต เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้วจึงส่งเรื่องให้ กรมเกียกกายทหารบกจัดการประมูล จ้างช่างก่อสร้าง โดย นายเหยี่ยว  ยี่ห้อฟุกกี่ เป็นผู้ประมูลได้ ได้เริ่มลงมือก่อสร้างในปี พ.ศ.๒๔๖๔ และ​แล้วเสร็จเมื่อ ๒๘ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๕


ร้อยเอกหลวงอมรศักดาวาวุธ

(ชิต  รวดเร็ว)


พลอากาศโทหลวงเทวฤทธิ์พันลึก

(กาพย์  ทัตตานนท์)

​ ​วันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๕  เคลื่อนย้ายกองบินใหญ่ที่ ๑ (กองบิน ๔) จากดอนเมืองไปสนามบินประจวบคีรีขันธ์

         ​ ในเดือน เมษายน พ.ศ.๒๔๖๕ นี้ ถึงกำหนดที่ กองบินใหญ่ที่ ๑ (กองบิน ๔) จะต้องย้ายจากดอนเมืองไปสนามบิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๕ ร้อยเอกหลวงอมรศักดาวุธ (ชิต  รวดเร็ว) ผู้รั้งตำแหน่งผู้บังคับการกองบินใหญ่ที่ ๑ ได้ประชุม นายทหาร, นายสิบ, และพลทหาร ในกองบินใหญ่ที่ ๑ จะย้ายไปอยู่ ตำบลอ่าวมะนาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เสร็จแล้วได้ควบคุมข้าราชการไปลา เจ้ากรมอากาศยาน พันเอก พระยาเฉลิมอากาศ

           ​วันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๕ ข้าราชการในกองบินใหญ่ที่ ๑ และครอบครัว ได้เคลื่อนย้ายจากที่ตั้ง ตำบลดอนเมืองโดยสารรถไปไปพักที่ กรมทหารบกราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์ ท่าพระจันทร์

            ​วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๕  โดยสารรถไฟจากสายใต้ ถึงที่ตั้งกองบินใหญ่ที่ ๑ ต.อ่าวมะนาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยความเรียบร้อย ข้าราชการปกครองฝ่าย​ท้องถิ่นมี มหาอำมาตย์ตรี พระยาสวัสดิ์คีรีศรีสมันตราช นายก ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เลี้ยงต้อนรับข้าราชการ และครอบครัวเป็นอย่างดี

            ​วันที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๕ เป็นวันแรกที่กองบินใหญ่ที่ ๑ (กองบิน ๔) ได้เริ่มต้นทำงานที่ว่าการกองบิน

​

พ.ศ.๒๔๖๗  เริ่มก่อสร้างสนามบิน เขาพระบาทน้อย จ.ลพบุรี

            ​ทางราชการมีความประสงค์ที่จะย้ายที่ตั้ง กองบินใหญ่ที่ ๑ (กองบิน ๔) จากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากความไม่เหมาะสมตามสภาพภูมิประเทศ ซึ่งที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เหมาะแก่การเป็นโรงเรียนการบินยิงปืน ในต้นปี ๒๔๖๗ จึงได้เริ่มลงมือก่อสร้าง สนามบินที่ เขาพระบาทน้อย จ.ลพบุรี ในระหว่างก่อสร้างนี้ กองบินใหญ่ที่ ๑ (กองบิน ๔) ได้ส่งนายทหาร และนายสิบ ไปควบคุมการก่อสร้าง เพื่อให้ถูกต้องตามแผนผัง

            ​วันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๘  ได้ย้ายจากสนามบินประจวบคีรีขันธ์ มาประจำสนามบินเขาพระบาทน้อย ต.ธรณี (โคกกระเทียม) จ.ลพบุรี

​ ​การย้ายมาครั้งนั้น ไม่ได้นำเครื่องบินมาด้วย มาแต่ครอบครัว และเครื่องใช้ทางภาคพื้นดินเท่านั้น เครื่องบินยังฝากไว้กับ กองโรงเรียนการบินเบื้องต้น (ดอนเมือง) กองบินใหญ่ที่ ๑ (กองบิน ๔) จึงสั่ง ร้อยเอก กล่อม  สุคนธสาร เป็นหัวหน้าชุด พร้อมนักบินอีก ๑๒ นาย ไปประจำอยู่ดอนเมือง เพื่อเตรียมนำเครื่องบินมา

            ​วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘ เวลา ๑๕๐๐ เครื่องบิน NIEUPORT DE LAGE ขับโดย สิบโท หมึก  เจริญลาภ จากดอนเมืองมาลงยังสนามบิน เขาพระบาทน้อย ต.ธรณี (โคกกระเทียม) จ.ลพบุรี เป็นครั้งแรกโดยสวัสดิภาพ เครื่องบินที่ประจำการ ฝูงบิน ๒ และ ๓ คือ SPAD (บ.ข.๓), NIEUPORT DE LAGE (บ.ข.๔)  และ BREGUET (บ.ท.๑)


พ.ศ.๒๔๗๖  เปลี่ยนชื่อกองบินใหญ่ที่ ๑ เป็นกองบินน้อยที่ ๑

​ ​วันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๙  มีคำสั่งเปลี่ยนชื่อกองบินน้อยที่ ๑ เป็นกองบินน้อยที่ ๔ ได้รับ เครื่องบินบรรจุเพิ่ม ๒ แบบ คือ HAWK-2 (บ.ข.๙) และ HAWK-3 (บ.ข.๑๐)

กองบินน้อยที่ ๔ สัญลักษณ์ รูปหนุมาน

HAWK-2 (บ.ข.๙)

HAWK-3 (บ.ข.๑๐)

​ ​​ญี่ปุ่นบุกไทย - กำเนิดสนามบินตาคลี

​ ​​​​ในปี พ.ศ.๒๔๘๔ เริ่มเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ ประเทศญี่ปุ่นได้ส่งกองกำลังเข้าสู่ประเทศไทยเพื่อทำการบุกรุกเข้าต่อไปยังประเทศพม่า​และมลายู โดยมีกองกำลังทหารญี่ปุ่นบางส่วนตั้ง​ฐานทัพอยู่บริเวณใกล้หมู่บ้านหนองสีนวล ตำบลตาคลี อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์

​ ​​นักบินประจำกองบินน้อยที่ ๔ ฝูงบินที่ ๓ ได้แก่ ร.อ.ไชย  สุนทรสิงห์, ร.อ.ชิน  จิระมณีมัย และ ร.ต.สนิท  โพธิเวชกุล ได้นำเครื่องบินขึ้นต่อสู้กับเครื่องบินญี่ปุ่นที่บุกเข้ามา นักบินทั้งหมดเสียชีวิตในการรบ

ร.อ.ไชย  สุนทรสิงห์

ร.อ.ชิน  จิระมณีมัย

ร.ต.สนิท  โพธิเวชกุล

พ.ศ.๒๔๘๖ กองบินน้อยที่ ๔ บรรจุเครื่องบิน CURTISS HAWK 75N (บ.ข.๑๑) เข้าประจำการ ๑ ฝูงบิน

CURTISS HAWK 75N (บ.ข.๑๑)
​ ​ฝูงบินรบของญี่ปุ่นได้ขอใช้สนามบินกองบินน้อยที่ ๒ ลพบุรีเป็นฐานปฏิบัติการ  กองทัพอากาศไม่เห็นด้วย แต่จะให้ความช่วยเหลือในการจัดหาสนามบินแห่งใหม่ให้​ซึ่ง พลอากาศเอก ฟื้น รณนภากาศ  ฤทธาคนี  เสนาธิการทหารอากาศในขณะนั้น ได้สั่งการให้เรืออากาศโท จรรย์  จุลชาต นักบินประจำหมวดบิน ๒ ฝูงบินที่ ๑ ของกอง​​บินน้อยที่ ๒ ลพบุรี จัดทีมสำรวจร่วมกับทหารญี่ปุ่น สำรวจพื้นที่ ๒ แห่ง คือ สนามบินตาคลี และสนามบินหนองปลิง ในจังหวัดนครสวรรค์  

พลอากาศเอก ฟื้น  รณนภากาศ  ฤทธาคนี

เรืออากาศโท จรรย์  จุลชาต


​ ​​พ.ศ.๒๔๘๖ คณะทีมสำรวจของไทยได้ทำการสำรวจพื้นที่ทั้ง ๒ แห่ง อย่างละเอียด จึงเห็นควรเลือกใช้พื้นที่สนามบินตาคลี ซึ่งเดิมปล่อยทิ้งร้างไว้เต็มไปด้วยพืชพรรณไม้ป่านานาชนิดบางแห่งทางราชการได้ใช้เป็นเรือนจำนักโทษ มีหมู่บ้านของประชาชนอยู่ในพื้นที่ไม่มากนักจึงได้รายงาน พลอากาศเอก ฟื้น  รณนภากาศ  ฤทธาคนี​ ​เสนาธิการทหารอากาศในขณะนั้น เพื่อขอใช้พื้นที่สนามบินตาคลีที่มีภูมิประเทศเกื้อกูลทางยุทธศาสตร์การทหาร มีแนวภูเขาขนานตามพื้นที่สนามบิน พร้อมที่จะจัดวาง​กำลังป้องกันการโจมตีทางอากาศและทางภาคพื้นได้อย่างดี นอกจากนั้นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ที่ตั้งสนามบินตาคลีมีเส้นทางคมนาคมไม่ห่างไกลจากดอนเมือง สามารถทำการขนส่งลำเลียงทางอากาศเชื่อมโยงทุกสนามบินได้อย่างรวดเร็ว การลำเลียงขนส่งตามเส้นทางคมนาคมภาคพื้นระหว่างชัยนาท - ตาคลี และตาคลี - กรุงเทพฯ การเดินทางตามเส้นทางถนนสะดวกใช้เวลาไม่มากนัก พลอากาศเอก ฟื้น  รณนภากาศ  ฤทธาคนี  เสนาธิการทหารอากาศในขณะนั้นเห็นชอบด้วย ดังนั้น กองทัพอากาศจึงได้ ​จัดตั้งงบประมาณ และดำเนินการใช้กฎหมายเวนคืนที่ดิน เพื่อเตรียมการสร้างสนามบิน ซึ่งในครั้งนั้นญี่ปุ่นได้สนับสนุนงบประมาณในเรื่องนี้ด้วย


​

​ ​​​วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๖ ได้เริ่มลงมือสร้างสนามบินตาคลีในพื้นที่ด้านทิศตะวันตกของเขาตาคลี บริเวณหมู่บ้านดงพลับ ซึ่งทหารญี่ปุ่นเป็นผู้ออกแบบ โดยไทยได้ทำข้อตกลงเรื่องการใช้สนามบินกับกองทัพ​ญี่ปุ่นและจ้างแรงงานไทยลงมือตัดต้นไม้ใหญ่จำนวนมาก พร้อมทั้งได้ดำเนินการปรับพื้นที่เพื่อสร้าง

​ ​- สนามบิน ๒ เส้นทางวิ่งขึ้น-ลง

​ ​​- หอบังคับการบิน

​ ​​- ลานจอด

​ ​- เส้นทางขับเคลื่อน TAXI

​ ​​- โรงเก็บซ่อมเครื่องบิน 

​ ​- คลังที่ตั้งเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์สงคราม และเสบียงสัมภาระ

​​ ​​ ​ ​- คลังน้ำมัน

​ ​​- คลังเก็บอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้อื่น ๆ

​ ​วันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๘ สงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม สนามบินตาคลีและที่ดินทั้งหมดจึงตกอยู่ในความครอบครองดูแลของ ​ ​กองทัพอากาศ 
สนามบินตาคลีสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒
พ.ศ.๒๔๙๑ กองบินน้อยที่ ๔ บรรจุเครื่องบิน T-6 Texan (บ.ฝ.๘) เข้าประจำการ ๑ ฝูงบิน
ผังสนามบินตาคลี

​ ​​ ​ส่วนพื้นที่บริเวณลานจอดเครื่องบินได้สร้างบังเกอร์มูลดิน BUNKER เป็นเขื่อนกำบังรูปตัวยู (U) ป้องกันการโจมตีทั้งทางภาคพื้นและอากาศ มีรากไม้ปะปนกับมูลดินเจริญเติบโตเป็นกอไผ่ปกคลุมพื้นที่บังเกอร์ลานจอด ​​เครื่องบิน ทำให้รอดพ้นจากเครื่องบินตรวจการณ์ทางอากาศของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษได้เป็นอย่างดี

​ การดำเนินการสร้างสนามบินตาคลีไม่แล้วเสร็จตามกำหนด ญี่ปุ่นจึงขอรับงานไปดำเนินการสร้างเอง โดยในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๘๘ พบหลักฐานว่าทางญี่ปุ่นได้ประสานงานกับทาง ข้าหลวงประจำจังหวัดนครสวรรค์ ​เรื่องการจัดหาบ้านเช่าและกรรมการทำสนามบิน

​ ​​จากคำบอกเล่ากล่าวว่าตาคลีนั้นเคยใช้เป็นสถานที่กักกันเชลยศึกสงคราม ต่อมาจึงได้สร้างสนามบิน ซึ่งในช่วงนี้มีทหารญี่ปุ่นอยู่ราว  ๕,๐๐๐ - ๑๐,๐๐๐ นาย

​ ​​วันที่ ๕ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๗ ญี่ปุ่นได้ดำเนินการสร้างสนามบินเสร็จเรียบร้อย ซึ่งทันเวลารองรับเครื่องบินรบของญี่ปุ่นที่จะประจำการที่สนามบินกองบินน้อยที่ ๔ ตาคลีในเวลาต่อมา


T-6 TEXAN (บ.ฝ.๘)

​ ​กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๒ กองทัพอากาศมีความประสงค์จะย้ายกองบินน้อยที่ ๔ โคกกระเทียม จังหวัดลพบุรี ไปตั้งที่สนามบินตำบลตาคลี อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ด้วยการพิจารณาเห็นว่าสนามบินที่ตาคลีแห่งนี้มีความเหมาะสมในทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง คือ ตั้งอยู่กึ่งกลางของประเทศ เหมาะแก่การใช้กำลังทางอากาศ มีการป้องกันทางลึกได้ดี ประกอบกับการคมนาคมสะดวกทั้งทางบกและทางอากาศ ง่ายต่อการส่งกำลังบำรุงจากส่วนกลาง กองทัพอากาศจึงได้สั่งการให้ ร.ท.ประวงค์  เป้าทอง และ ร.ท.ชื้น  ทวีแสง มาทำการสำรวจตรวจสอบสถานที่ที่จะตั้งเป็นสถานที่ราชการ และทำการตรวจซ่อมสนามบินที่ตาคลีให้เรียบร้อยใช้ราชการได้ต่อไป พร้อมกับดำเนินการสร้างอาคารสถานที่ ที่พักอาศัย ฯลฯ เพิ่มเติม

สนามบินตาคลี พ.ศ.๒๔๙๖
พ.ศ.๒๔๙๔ กองบินน้อยที่ ๔ บรรจุเครื่องบิน Spitfire (บ.ข.๑๔) เข้าประจำการ ๑ ฝูงบิน

Spitfire (บ.ข.๑๔)

​ ​​พ.ศ.๒๔๙๖  กองบินน้อยที่ ๔ เริ่มขนย้ายหน่วยราชการจากที่ตั้ง ณ ตำบลโคกกระเทียม จังหวัดลพบุรีมาประจำการที่ตำบลตาคลี อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ โดยทำการย้ายเสร็จเรียบร้อย เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ .๒๔๙๖

​ ​​กองบินน้อยที่ ๔ ย้ายมาประจำการ ณ สนามบินตาคลีในครั้งนั้น มีฝูงบินขับไล่ที่ ๔๓ จำนวน ๑ ฝูง ซึ่งในวันดังกล่าวถือว่าเป็นวันสถาปนาฝูงบิน ๔๐๓ ในปัจจุบัน

​ ​ ​พ.ศ.๒๔๙๗ กองบินน้อยที่ ๔ บรรจุเครื่องบิน F-8F BEARCAT (บ.ข.๑๕) เข้าประจำการฝูงบิน ๔๓

F-8F BEARCAT (บ.ข.๑๕)

​  ​วันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ.๒๔๙๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯโดย บ.พระที่นั่ง ทอดพระเนตรกิจการ ​ ​ ​กองบินน้อยที่ ๔


​ ​วันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๔  กองบินน้อยที่ ๔ ได้รับโอนเครื่องบิน F-84 G THUNDER JET (บ.ข.๑๖) จากกองบินน้อยที่ ๑ ฝูงบิน ๑๑ (ดอนเมือง) จำนวน ๑๐ เครื่อง เข้าประจำการ ฝูงบิน ๔๓

F-84 G THUNDER JET (บ.ข.๑๖)

​ ​วันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๖  กองบินน้อยที่ ๔ บรรจุเครื่องบิน F-86 SABRE (บ.ข.๑๗) จำนวน ๘ เครื่อง เข้าประจำการ ฝูงบิน ๔๓

F-86 SABRE (บ.ข.๑๗)

​ ​วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๖  ได้รับคำสั่งกองทัพอากาศโดยประกาศให้ “กองบินน้อยที่ ๔” เป็น “กองบิน ๔” จนถึงปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นวันสถาปนากองบิน ๔ ​สืบต่อมา ​

​ ​เนื่องจากบริเวณที่ตั้งกองบิน 4 แห่งนี้ มีสภาพเป็นป่าทึบ มีงูจงอางชุกชุม จึงได้รับการขนานนามโดยทั่วไปว่า "ดินแดนแห่งชาวจงอาง" หรือ  "LAND OF THE KING COBRA" และใช้รูปงูจงอางเป็นสัญลักษณ์ประจำกองบิน​มาตราบเท่าทุกวันนี้

พ.ศ.๒๕๐๖ - ๒๕๒๘  

พ.ศ.๒๕๒๘ - ๒๕๓๐  

พ.ศ.๒๕๓๐ - ๒๕๓๕  

พ.ศ.๒๕๓๕ - ๒๕๔๖  

พ.ศ.๒๕๔๖ - ๒๕๖๔  

พ.ศ.๒๕๖๔ - ปัจจุบัน 

ผู้บังคับกองบินน้อยที่ ๔

สมัยตั้งแต่ย้ายมาประจำ ณ ตาคลี

น.อ.วงศ์  พุ่มพูนผล

ปี ๒๔๙๕ - ๒๔๙๗

น.อ.กร  กนิษฐานนท์

ปี ๒๔๙๗ - ๒๔๙๘

น.อ.จรรย์  จุลชาต

ปี ๒๔๙๘ - ๒๕๐๑

น.อ.บัญชา  เมฆวิชัย

ปี ๒๕๐๑ - ๒๕๐๓

น.อ.บัญชา  สุขานุศาสน์

ปี ๒๕๐๓ - ๒๕๐๗

สงครามเวียดนาม

​ ​พ.ศ.๒๕๐๒  ได้เกิดสงครามเวียดนามขึ้น ประเทศไทยได้ให้การช่วยเหลือกองทัพสหรัฐอเมริกา และเวียดนามใต้ โดยจัดกองกำลังทหารเข้าร่วมสงครามและอำนวยความสะดวกให้กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา ได้ใช้สนามบินตาคลีเป็นฐานที่ตั้งวางกำลัง ซึ่งฐานบินตาคลีเป็นสนามบินที่มีบทบาทอย่างมากในสงครามเวียดนาม

​ ​พ.ศ.๒๕๐๗ - ๒๕๑๖  กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาได้เริ่มเข้ามาวางกำลัง โดยบรรจุฝูงบินรบที่ ๓๕๕ ที่มีเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ F-100, F-105 และ F-4 เข้าประจำการ

​ ​พ.ศ.๒๕๑๗ กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาได้กลับมาอีกครั้ง โดยบรรจุฝูงบิน ๓๖๖ มีเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ F-4 และ F-111 ประจำการ

​ ​พ.ศ.๒๕๑๘  สงครามเวียดนามสิ้นสุดลง กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาจึงได้ถอนกำลังออกจากประเทศไทยทั้งหมด

​ ​ ​กองบัญชาการของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา ณ ฐานบินตาคลี ​ ​ ​​ ​ ​ ​ กองทัพอากาศสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากประเทศไทย

การวางกำลังของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา ณ สนามบินตาคลี ในสงครามเวียดนาม


ฝูงบิน ๓๕๕ (355th Tactical Fighter Wing)

​ ​ ​        ​ ​ ​ ​เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ F-100 ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ F-105

​ ​ ​ ​        ​ ​ ​เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ F-4   ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ F-111


​ ​วันที่ ๑๘ - ๓๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๗  ฐานบินตาคลีเป็นหน่วยรองรับการซ้อมรบร่วม “แอร์บุญชู” โดยได้จัดเป็นฝ่ายตั้งรับร่วมกับชาติภาคี ซึ่งใน วันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ตรวจเยี่ยมหน่วยทหารที่ทำการซ้อมรบที่ฐานบินตาคลี

​ ​พ.ศ.๒๕๐๘ - ๒๕๒๖ หลังเหตุการณ์วันเสียงปืนแตก วันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๘ กองทัพอากาศ ได้ปฏิบัติการตามแผนยุทธการ ทอ.ที่ ๑/๐๘ จัดกำลังทางอากาศสนับสนุนกำลังภาคพื้น โดย กองบิน ๔ จัดกำลังของฝูงบิน ๔๓ ปฏิบัติการ ณ ฐานบินตาคลี ด้วย F-86 SABRE (บ.ข.๑๗) ในการใช้กำลังทางอากาศสนับสนุนการปราบปราม ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.)

​ ​วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๘ สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์เสด็จเยี่ยม กองบิน ๔ ประทานพระพุทธรูปสัมฤทธิ์หน้าตักกว้าง ๕ นิ้ว และพระฉายาลักษณ์ทรงปลูกต้นราชพฤกษ์ข้างวิหารเทพนิมิตข้างละต้นและประทาน เหรียญเสมามหาราชแก่ผู้รับเสด็จฯ ทุกคน

วันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๕  กองบิน ๔ ได้รับเครื่องบิน A-37B (บ.จ.๖) รุ่นแรกจำนวน ๑๗ เครื่อง จากสหรัฐอเมริกา เข้าประจำการฝูงบิน ๔๓


A-37B DRAGONFLY (บ.จ.๖)


จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี คล้องพวงมาลัยและเจิมเครื่องบิน A-37B ในพิธีรับมอบเข้าประจำการ
​ ​พ.ศ.๒๕๒๐ กองบิน ๔ บรรจุเครื่องบิน AC-47 SPOOKY (บ.จล.๒) เข้าประจำการที่ ฝูงบิน ๔๒ จำนวน ๑๔ เครื่อง โดยในปีนี้ ฝูงบิน ๔๒ และ ฝูงบิน ๔๓ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ฝูงบิน๔๐๒ และ ฝูงบิน ๔๐๓ ​โดยที่ยังคงใช้เครื่องบิน A-37B (บ.จ.๖) ปฏิบัติภารกิจต่อไปตามเดิม

พ.ศ.๒๕๒๒  มีคำสั่งให้ฝูงบิน ๔๐๔ ย้ายไปประจำการที่ ฝูงบิน ๔๐๒ กองบิน ๔ บรรจุเครื่องบิน ARAVA Model 201 (บ.ตล.๗) เข้าประจำการจำนวน ๓ เครื่อง

ARAVA Model 201 (บ.ตล.๗)


​ ​วันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๔  กองบิน ๔ บรรจุเครื่องบิน F-5/F (บ.ข.๑๘ ข/ค) ที่นั่งเดี่ยว/สองที่นั่ง เข้าประจำการที่ฝูงบิน ๔๐๓ จำนวน ๑ ฝูงบิน โดย บ.งวดสุดท้ายส่งถึงไทยเมื่อ​​วันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๔ และทำพิธีรับเข้าประจำการ เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๔ โดย พล.อ.อ.พะเนียง  กานตะรัตน์ ผู้บัญชาการทหารอากาศในขณะนั้น ได้บินจากดอนเมืองมาส่งที่กองบิน ๔
F-5E/F TIGER II (บ.ข.๑๘ ข/ค)



​ ​พ.ศ.๒๕๒๕  ฝูงบิน A-37B (บ.จ.๖) ได้ย้ายจาก กองบิน ๔ ไปประจำการที่ กองบิน ๒๑ ฝูงบิน ๒๑๑ อุบลราชธานี ภายใต้คำขวัญ "ON TIME ON TARGET"

​ ​กองทัพอากาศเริ่มมีแนวคิดที่จะใช้เครื่องบินขนาดเล็กสามารถควบคุมได้ในระยะไกลโดยไม่ต้องใช้นักบินไปด้วยเนื่องจากในสมัยนั้นระบบอาวุธป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายข้าศึกถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงโดยเพิ่มความแม่นยำและอำนาจในการทำลายอันส่งผลต่อความเสี่ยงของนักบินที่เพิ่มขึ้น

​ ​กองทัพอากาศได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้จึงจัดซื้อเครื่อง RPV หรือชื่อเต็มว่า Remotely Piloted Vehicle จากบริษัท Developmental Sciences Incorporated สหรัฐอเมริกา มาประจำการที่ ฝูงบิน ๔๐๔ กองบิน ๔ จำนวน ๕ เครื่อง ในวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๕

​ ​จากนั้นเป็นต้นมา เครื่อง RPV ก็สามารถปฏิบัติภารกิจได้ผลดีมาโดยตลอดเป็นระยะเวลารวม ๘ ปี แต่เนื่องด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้เสื่อมลงตามสภาพของการใช้งาน อีกทั้งชิ้นส่วนสำคัญในการบินหลายอย่างไม่สามารถทำการผลิตได้เองภายในประเทศสุดท้ายเครื่อง RPV จึงถูกปลดประจำการไปในที่สุด

​ ​Patch ฝูงบิน ๔๐๔ สมัยที่เป็นเครื่อง RPV

​ ​พ.ศ.๒๕๒๕   กองบิน ๔ บรรจุเครื่องบิน NOMAD (บ.จล.๙) เข้าประจำการที่ฝูงบิน ๔๐๒ จำนวน ๑ ฝูงบิน

​ ​ ​ ​ ​          ​NOMAD (บ.จล.๙) ​ ​ ​ ​ ​ ​ เครื่องบิน Nomad ขณะทำการซ่อมบำรุงที่ฝ่ายการช่างของ ฝูงบิน ๔๐๒

​ ​วันที่ ๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๗   กองบิน ๔ ได้ย้ายฝูงบิน ๔๐๒ พร้อมทั้งข้าราชการและครอบครัวไปที่ ฝูงบิน ๔๖๑ กองบิน ๔๖ พิษณุโลก พร้อมเครื่องบิน AC-47 SPOOKY (บ.จล.๒) และ NOMAD (บ.จล.๙) โดยเริ่มทยอยขนย้ายครั้งละ ๑๐ - ๑๕ ครอบครัว ด้วยรสบัสของกองบิน ๔


​ ​วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๕  กองบิน ๔ ทำพิธีย้ายโอน เครื่องบิน ARAVA Model 201 (บ.ตล.๗) จาก ฝูงบิน ๔๐๔ ไปวางกำลังและประจำการที่ ฝูงบิน ๖๐๕ กองบิน ๖ ดอนเมือง ตามนโยบายปรับวางกำลังทางอากาศ

​ ​วันที่ ๒๐ - ๒๔ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๓๕  กองบิน ๔ ได้นำเครื่องบิน FANTRAINER (บ.ฝ.๑๘/ก) จากโรงเรียนการบิน กำแพงแสน มาวางกำลังที่ กองบิน ๔ เพื่อบรรจุเข้าประจำการที่ ฝูงบิน ๔๐๒

  ​ ​ ​ ​ ​         ​FANTRAINER (บ.ฝ.๑๘/ก)

​ ​วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๖   กองบิน ๔ เปิดอัตรา ฝูงบิน ๔๐๑ เพื่อเตรียมรับ เครื่องบิน L-39 ZA/ART ALBATROS (บ.ขฝ.๑) เริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๖ ร่วมกับฝูงบิน ๑๐๑ และ ฝูงบิน ๑๐๒ กองบิน ๑ นครราชสีมา

​ ​​ พ.ศ.๒๕๓๗   กองทัพอากาศ ได้เริ่มทยอยรับมอบและบรรจุประจำการเครื่องบิน L-39 ZA/ART (บ.ขฝ.๑) จำนวน ๓๖ เครื่อง (ภายหลังจัดซื้อเพิ่มเติมอีก ๔ เครื่อง) โดยรับมอบชุดสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๗ เครื่องบินทั้งหมดแบ่งเข้าบรรจุประจำการในฝูงบิน ๑๐๑, ฝูงบิน ๑๐๒ กองบิน ๑ และ ฝูงบิน ๔๐๑ กองบิน ๔ โดยปฏิบัติภารกิจ โจมตีทางอากาศ, ค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ

​ ​ ​ ​ ​     L-39 ZA/ART ALBATROS (บ.ขฝ.๑)

​ ​ต่อมาได้ปรับวางกำลัง ฝูงบิน ๔๐๑ ไปประจำการ ณ กองบิน ๔๑ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และให้ ฝูงบิน ๑๐๑ เข้าประจำการ ณ ฝูงบิน ๔๐๑ ทดแทน พร้อมทั้งให้ ฝูงบิน ๔๐๑ ปฏิบัติภารกิจ การฝึกนักบินขับไล่โจมตีขั้นต้น ตั้งแต่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๗ เป็นต้นมา


​ ​​วันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๗   กองบิน ๔ ได้รับโอนเครื่องบิน MARCHETTI (บ.ฝ.๑๕) จาก ฝูงบิน ๖๐๔ กองบิน ๖ จำนวน ๗ เครื่อง เข้าประจำการที่ฝูงบิน ๔๐๒ เพื่อทดแทนเครื่องบิน FANTRAINER ที่​เตรียมปลดประจำการในปีถัดไป

MARCHETTI (บ.ฝ.๑๕)

​ ​วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๗   กองบิน ๔ ทำพิธีโอนเครื่องบิน F-5E/F (บ.ข.๑๘ ข/ค) จากฝูงบิน ๔๐๓ ไปวางกำลังและประจำการที่ ฝูงบิน ๒๑๑

วันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๘   กองบิน ๔ บรรจุเครื่องบิน F-16 A/B (บ.ข.๑๙/ก) เข้าประจำการฝูงบิน ๔๐๓


F-16 A/B (บ.ข.๑๙/ก)

​ ​วันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๒   กองบิน ๔ รับมอบเครื่องบิน MERLIN-IV A (บ.ตล.๖), ARAVA Model 201 (บ.ตล.๗) และ LEARJET 35A (บ.ตล.๑๒) จากฝูงบิน ๖๐๕ กองบิน ๖ เข้ามาประจำการที่ฝูงบิน ๔๐๒ พร้อมกับหยุดทำการบินกับเครื่องบิน MARCHETTI (บ.ฝ.๑๕)


​ ​ ​ ​ ​    MERLIN-IV A (บ.ตล.๖) ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​  ​​ LEARJET 35A (บ.ตล.๑๒)

​ ​พ.ศ.๒๕๕๑                            

​ ​ความต้องการอากาศยานไร้นักบินควบคุมระยะไกลกลับมาอีกครั้ง เพื่อสนองต่อวิสัยทัศน์ของกองทัพอากาศในการที่จะพัฒนาไปสู่ระบบเครือข่ายส่วนกลางหรือ Network Centric อันเป็นที่มาของโครงการวิจัยอากาศยานไร้นักบินต้นแบบ โดยมีจุดประสงค์คือสร้างอากาศยานไร้นักบินต้นแบบของ ทอ.เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านข่าวกรองการลาดตระเวนทางอากาศ การเฝ้าตรวจค้นและติดตามเป้าหมาย

​ ​การดำเนินโครงการฯ แบ่งการดำเนินงานโดย กองทัพอากาศได้จัดสรรงบประมาณดำเนินโครงการวิจัยและสร้างอากาศยานไร้นักบินต้นแบบของกองทัพอากาศ ระยะดำเนินการ ๓ ปีคือ พ.ศ. ๒๕๕๑ - พ.ศ.๒๕๕๓ โดยกำหนดขอบเขตความต้องการสมรรถนะ UAV (Unmanned Aerial Vehicle) ขนาดต่าง ๆ เป็น ๓ ช่วง ดังนี้

​ ​ช่วงที่ ๑ ได้ว่าจ้าง บริษัท พัฒนาคอนซัลติ้ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ตัวแทนบริษัท Sapura Secured Technology ประเทศมาเลเซีย สร้างอากาศยานไร้นักบินต้นแบบขนาดเล็ก Wing span ๓ เมตร จำนวน ๑ เครื่อง ชื่อว่า Cyber Eye Lite และอากาศยานไร้นักบินต้นแบบขนาดกลาง Wing span ๔ เมตร จำนวน ๒ เครื่อง ชื่อว่า Cyber Eye 2 V2 โดย บริษัท ได้ส่งมอบงานทั้งหมดให้เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓


เครื่อง Cyber Eye Lite
เครื่อง Cyber Eye 2 V2
ช่วงที่ ๒ ได้ว่าจ้าง บริษัท จีฟอร์ซ คอมโพสิตส์ จำกัด สร้างอากาศยานไร้นักบินต้นแบบขนาดใหญ่ Wing span ๖ เมตร จำนวน ๒ เครื่อง พร้อมติดตั้งกล้องถ่ายภาพในเวลากลางวันและกลางคืน ๑ ชุด โดยเครื่องมีชื่อว่า Tigershark II (บร.ทอ.๑) ซึ่งต่อมาทาง บริษัท จีฟอร์ซ คอมโพสิตส์ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น G-Star 150 เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อ บริษัท โดยหมายเลข ๑๕๐ แสดงถึงน้ำหนักของตัวเครื่อง ทำการบินทดสอบครั้งแรกวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๓ ที่สนามบินฝูงบิน ๒๐๖ วัฒนานคร
Tigershark II (บร.ทอ.๑) บินทดสอบครั้งแรกที่สนามบินฝูงบิน ๒๐๖ วัฒนานคร
​ ​​ช่วงที่ ๓ เป็นการดำเนินการสร้างอุปกรณ์สนับสนุนและสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม ได้แก่ สถานีควบคุมภาคพื้นเคลื่อนที่ บ. RC ขนาดใหญ่ Wing Span ๔ เมตร จำนวน ๒ เครื่อง เพื่อใช้เป็น บ.ฝึกสำหรับนักบิน​ภายนอกและสร้างกล่องบรรจุสำหรับอากาศยานไร้นักบินต้นแบบขนาดกลางและขนาดใหญ่
​ ​​หลังจากโครงการวิจัยอากาศยานไร้นักบินต้นแบบสำเร็จไปด้วยดีทางกองทัพอากาศจึงมีแนวคิดที่จะจัดหา UAV หรือชื่อเต็มว่า Unmanned Aerial Vehicle ที่สมบูรณ์แล้วมาใช้ โดยในปี พ.ศ.๒๕๕๔ ฝูงบิน ๔๐๔ กองบิน ๔ ได้บรรจุเครื่องบิน Aerostar B (บร.ต.๑) ต่อมาได้พัฒนาเป็น Aerostar BP ในปี พ.ศ.๒๕๕๘ และ บรรจุเครื่องบิน RTAF U1 (บร.ตฝ.๑) ในปี พ.ศ.๒๕๖๓

​ ​ ​ ​ ​ ​         Aerostar BP (บร.ต.๑) ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​   RTAF U1 (บร.ตฝ.๑)

​ ​วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๓ กองบิน ๔ บรรจุเครื่องบิน DA42 MPP (บ.ตฝ.๒๐) เข้าประจำการ ฝูงบิน ๔๐๒ ต่อมากองทัพอากาศได้มีการจัดซื้อเครื่องบิน DA42 M-NG (บ.ตฝ.๒๐ ก) บรรจุเข้าประจำการ ฝูงบิน ๔๐๒ เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๓


DA42 MPP/M-NG (บ.ตฝ.๒๐/ก)

​ ​ปี ๒๕๕๕ กองทัพอากาศได้จัดโครงการเครื่องบินขับไล่ F-16 Mid-Life Update : MLU เป็นการเพิ่มขีดความสามารถและเพิ่มอายุการใช้งานของอากาศยาน สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทัดเทียมกับเครื่องบินสมรรถนะสูงสมัยใหม่ โดยทำการปรับปรุงตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๔ ถึง ปี พ.ศ.๒๕๖๐ ซึ่งเครื่องบิน F-16 AM/BM ที่ผ่านการปรับปรุงนั้น ช่วยเพิ่มขีดความสามารถและความคล่องตัวในการปฏิบัติภารกิจเป็นอย่างมาก โดยในวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๕  น.อ.กฤษฎา  สุพิชญ์ ผู้บังคับการกองบิน ๔ เข้าร่วมพิธีส่งมอบเครื่องบิน F-16 MLU เครื่องแรก เข้าประจำการที่ ฝูงบิน ๔๐๓ กองบิน ๔

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​​(บ.ข.๑๙/ก)​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​    ​​​​F-16 AM/BM ​ ​ ​ ​ ​ ​

​ ​​วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๑  กองบิน ๔ บรรจุเครื่องบิน P-180 AVANTI II EVO (บ.ตล.๒๐) เข้าประจำการ ฝูงบิน ๔๐๒ ต่อมาในวันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๒ ได้ย้ายไปประจำการอยู่ที่ ฝูงบิน ๖๐๔ กองบิน ๖ ดอนเมือง


P-180 AVANTI II EVO (บ.ตล.๒๐)
วันที่ ๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๑  กองบิน ๔ บรรจุเครื่องบิน T-50TH (บ.ขฝ.๒) เข้าประจำการ ฝูงบิน ๔๐๑

​T-50TH (บ.ขฝ.๒)